ป้าบัวศรี จากวันนั้นจนถึงวันนี้การซื้อเสียงยิ่งทวีคูณ

http://www.4shared.com/embed/320071675/9e773e27
..ป้าบัวศรี เจ้าสิไปไส
ถึงบ่ไปทำไร่ ถึงบ่ไปไถนา
ตื่นแต่เช้ากินข้าวกินปลา
เอ้า!แต่งตัวเขียนคิ้วเขียนตา
สิไปไสแม่ป้า
(ข้อยสิเอานาไปจำนำ)
ป้าบัวศรีสิเอาเงินไปเฮ็ดหยัง
สิเอาไปสร้างอีหยังถึงจำนำ
ซื้ออิหยังถึงเอานาไปจำ
รีบเดินหน้าแดงหน้าดำ
บอกข้อยซักคำ
(พ่อบักหำเขาจะเล่นการเมือง)
..ฝันถึงวันยิ่งใหญ่
สองผัวเมียสุขใจ มีชีวิตชีวา
ฝันถึงวันมีค่า ทรัพย์สินเงินตรา
ไร่นาวัวควาย
ลงทุน เหนื่อยแรงเท่าใด
ไม่เสียดายเงินทองของตัว
(คิดว่าเงินไปเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับ
คิดว่าเงินไปเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับมา)
(คิดว่าเงินไปเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับ
คิดว่าเงินไปเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับมา)
(พูด.)พอหลายเดือนมันเลื่อนผ่านเลยไป
แกถึงรู้ว่าได้เสียเงินไปฟรีๆ
อุดมการณ์มาล้างผลาญป้าบัวศรี
จะเป็น ส.ส.ทั้งที
อยากหนีไปผูกคอตาย
ป้าบัวศรี เป็นหนี้ธนาคาร
หัวใจฟุ้งซ่าน อาหารไม่ยอมกิน
พ่อบักหำน้อย ใจล่องลอยน้ำตาริน
ได้แต่มอง ดูท้องนาผืนดิน
อีกหน่อยที่ทำกิน เขาจะมายึดไป
จะทำยังไง กันแม่ป้าบัวศรี) เฮ้อ
นาก็แล้ง ซ้ำบางทีก็ท่วม
มันทับถมมารวม
สองสามปีผ่านไป
เห็นใจ ป้าบัวศรี
ทำนาหากินอยู่ดีๆ
มาเสียเงินฟรี
เพราะอยากเป็น ส.ส.
(คิดว่าเงินไปเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับ
คิดว่าเงินไปเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับมา
คิดว่าเงินไปเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับ
แต่เงินมันไปลับ
หายวับไม่กลับมา หา ป้า บัว ศรี…

คนขายนาเพื่อเล่นการเมือง ทำไมถึงแพ้ อุดมการณ์หรือเงินไม่ถึง
ท่านน่าจะมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว
ถ้าพวกท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านั้นกล้าเอาเงินทุ่มซื้อเสียงของชาวบ้านนับสิบถึงร้อยล้าน(ต่อผู้สมัครหนึ่งคน) ท่านคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นจะไปทำหน้าที่เพื่ออุดมการณ์อย่างนั้นหรือ เปล่าเลย…นี่เป็นการลงทุน นี่เป็นธุรกิจ
ท่านมีทางเลือกอยู่สอลทางเท่านั้นคือก้มหน้าก้มตารับเงินแล้วเข้าไปเลือกมันให้เข้าไปในสภา ทางเลือกที่สองคืออยู่เฉยๆ และทางเลือกสุดท้ายคือทางเลือกใหม่สุด – ไปกาลงคะแนนเสียงไม่เลือกใคร เพื่อเป็นพลังสังคม(Social sanction) กดดัน ไม่ให้นักการเมืองทำสิ่งที่ผิดไปจากหน้าที่ เช่นทุจริต ยกมือช่วยเหลือคนโกง
เพราะเราก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าการปล่อยให้การเมืองแก้กันในสภาอย่างเดียว ต่อไปชาติล่มจมแน่ ไม่ว่าจะเป็นการคอรับชั่น ไม่มีใครเอาจริง เพราะพวกสส.จะไม่มีวันทำลายกันเอง การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเพียงพิธีกรรม-ละครเท่านั้น พอจบวาระก็ลืมๆกันไป
สิ่งที่ประชาชนทำได้คือการออกมากดดันให้นักการเมืองอยู่ในรูปในรอยเท่านั้น นี่เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ

คนกินแดด – 25 ปี ความจริงยังไม่เปลี่ยนแปลง

ถิ่นกันดาร บ่มีบ้านหลายสี    บ่มีสมบัติผู้ดี บ่มีการศึกษา
เหมือนวัวเหมือนควาย  ที่เอาไปไถนา บ่มีปัญญา  หาโรงหมอ โรงเรียน
มีแต่ควาย เทียมเกวียน   เอาไว้ขนข้าวในนา

อยู่บ้านนอก ข้อยตอกแต่น้ำเมา  บ่มีสุราม้าขาว บ่มีโรงน้ำชา
บ่มีนีออน บ่มีน้ำประปา  มีแต่โรงนา หลังคาเพเพ   เสามันโยกโยเย บังฝนบังแดด
ที่แผดเผา ทุกข์ใจมันโลมเล้า  เราต้องทน ก็เรามันคนกินแดด

เหนื่อยหน่ายการงาน  บ่มีสถานผ่อนคลาย  มีแต่รถยาปวดหาย ไปฉายหนังให้ดู
นานนานมาที ก็ยังดีที่ได้ดู  มันน่าอดสู คนดงคนดอย
กินแต่เผือกกมันกลอย ปูนาปลาซิวอ้าว

แปลกใจจริง บ่มีสิ่งเจริญ หรือเรานี้เป็นส่วนเกิน ที่บังเอิญเกิดมา
ทั้งทนทั้งทำ จะเก็บกำเงินตรา ทำจนแก่ชรา ยังไม่เคยสบาย
ยังต้องใช้แรงกาย ไถนาดำทำแต่งาน

จะทำไงได้ จึงจะเป็นจะตาย
จะทำไงได้ จึงจะเป็นจะตาย
ช่างหัวมัน

ถึงเวลาเลือกผู้แทน ส.ส.  จะมีแต่คนป้อยอ น้ำคำปลอบใจ
ถิ่นกันดาร ถึงจะอยู่แดนไกล เอาข้าวของไปให้ เห็นใจให้ฟรี

นี่แหละหนา เขาว่าใจคน คิดเอาแต่ผลประโยชน์เป็นดี
เห็นคุณค่า คนแค่ผงธุลี หน้าคนใจผี มีแต่เชือดเฉือน

คงจะดี  ถ้าหนึ่งปีเลือกผู้แทนทุกเดือน
คงจะดี  ถ้าหนึ่งปีเลือกผู้แทนทุกเดือน
สุขใดจะเหมือน ดังคน คนกินแดด
คนกินแดด

เพลง “คนกินแดด” ออกวางจำหน่ายในปี 2529 ก่อนอัลบั้ม “ประชาธิปไตย” ของวงคาราบาวเล็กน้อย(ซึ่งผมจะพูดถึงในคราวต่อๆไป) ถึงแม้บางส่วนในเนื้อเพลงจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างในส่วนของไฟฟ้าและรถไถมาแทนควาย รถยาปวดหายก็น่าจะหมดไปแล้ว

แต่ที่ยังคลาสสิคในเพลงนี้ไม่เปลี่ยนแปลงแม้เวลาผ่านมา 25 ปีแล้วก็คือ 3 ท่อนสุดท้ายที่พูดถึงการเลือกสส. เวลาถึงฤดูกาลเลือกตั้งทีไรผู้สมัครเหล่านั้นก็ยังทำตัวเหมือนเดิมไม่เคยละทิ้งขนบธรรมเนียมของตัวเอง คือการเสนอตัวเข้าไปเอาอกเอาใจพ่อแม่พี่น้องในเขตเลือกตั้งของตัวเองอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว ให้คำสัญญาว่าจะให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ที่จะให้ความเจริญแก่ชุมชนที่พวกเขาหวังคะแนนเสียง ไม่นับรวมสินน้ำใจที่มีติดไม้ติดมือมาฝากชาวบ้านที่นับจะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆตามอัตราการแข่งขัน

แต่พอนักเลือกตั้งเหล่านั้นได้รับคะแนนไปแล้ว จะมีสักกี่ชุมชนที่ได้รับผลประโยชน์ตามคำสัญญา หมดหน้าเลือกตั้งแล้วชาวบ้านกลับคืนสู่สถานะเดิมคือคนที่ถูกลืม และโดนเอารัดเอาเปรียบสารพัดอย่าง ท่านสส.ที่เคยนบนอบกราบไหว้ เปลี่ยนเป็นเชิดคอเย่อหยิ่ง เหมือนไม่เคยรู้จักกัน

มันเป็นความเจ็บปวดนะครับ อีตอนที่มาขอคะแนน ก็แสดงท่าทีสนิทสนมเหมือนเป็นญาติพี่น้องคลานตามกันมา แต่พอได้รับเลือกตั้งแล้วกลายเป็นคนละคนที่ไม่เคยรู้จักกัน

จึงไม่ผิดหรอกที่พี่น้องชาวชนบทจะบอกดังๆว่า ” คงจะดี  ถ้าหนึ่งปีเลือกผู้แทนทุกเดือน ” เพราะมันเป็นเวลาเดียวที่พวกเขาจะสิ่งที่เขาควรจะได้ตลอดไปน่ะสิครับ

เพราะเขารู้ว่านักเลือกตั้งที่หลายที่มาขอคะแนนนั้น ต้องการเสียงเพื่อให้เข้าไปตักตวงผลประโยชน์ใส่ตัวทั้งนั้น มไม่ได้มีอุดมการณ์เพื่อชาวบ้านชาวช่องกันหรอก นโยบายพวกนั้นเป็นเพียง “ของแลกเปลี่ยน” ที่คุณต้องเสี่ยงเอาว่าเลือกแล้วจะได้มันตอบแทนกลับมาใหม

” คงจะดี  ถ้าหนึ่งปีเลือกผู้แทนทุกเดือน ” จึงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคิดได้ และคงเป็นความคิดแบบขำๆ เท่านั้นเอง แต่นั่นก็เป็นความสุขของพวกเขาแล้วล่ะครับ เมื่อพูดถึงนักการเมือง ความสุขของ “คนกินแดด”

คำคมเกี่ยวกับการเมือง “ นักการเมืองที่ไหนๆก็เหมือนกันหมดคือให้สัญญาว่าจะสร้างสะพานทั้งๆที่แถว นั้นไม่มีแม่น้ำสักหน่อย ” – นิกิตา ครุสเชฟ